ฝรั่งเศส เฉือน เบลเยียม 1-0 ทะยานเข้าชิงบอลโลก

ฝรั่งเศส เฉือน เบลเยียม 1-0 ทะยานเข้าชิงบอลโลก

 

เกมฟาดแข้งฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย วันที่ 11 กรกฏาคม 2561 รอบรองชนะเลิศ เมื่อเวลา 01.00 น. เป็นการพบกันระหว่าง ทีม”ตราไก่”ฝรั่งเศส ปะทะ “ปิศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยียม เกมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

 

ทีมตราไก่ ผ่านเข้ารอบตัดเชือก ด้วยดีกรีแชมป์กลุ่ม ซี หลังชนะ 2 เสมอ 1 ทะลุเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเขี่ย “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า 4-3 ประตู ก่อนดับ “จอมโหด” อุรุกวัย 2-0 ประตู ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เข้ามายืนรอในรอบตัดเชือก

ขณะที่ “ปิศาจแดงแห่งยุโรป” เข้ารอบ 16 ทีม ด้วยดีกรีแชมป์กลุ่มจี ด้วยผลงานชนะรวด ก่อนเฉือน “ซามูไร บลู” ญี่ปุ่น อย่างฉิวเฉียด 3-2 และช็อกโลกน็อก บราซิล แชมป์โลก 5 สมัยตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 2-1 เข้าไปยืนรอในรอบ 4 ทีมสุดท้าย เป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี

สำหรับรายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงทั้งสองทีม มีดังนี้
ฝรั่งเศส (4-2-3-1) : 1.อูโก โยริส – 2.แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์, 4.ราฟาเอล วาราน, 5.ซามูเอล อุมติตี, 21.ลูกาส์ เอร์น็องเดซ – 6.ปอล ป๊อกบา, 13.เอ็นโกโล ก็องเต – 10.คีลิย็อง เอ็มบัปเป, 7.อ็องตวน กรีซมันน์, 14.แบลส มาตุยดี – 9.โอลิวิเยร์ ชิรูด์
เบลเยียม (3-5-2) : 1.ธิโบต์ กูร์ตัวส์ – 2.โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์, 4.แว็งซ็องต์ ก็องปานี, 5.แยน แฟร์ตองเกน – 22.นาเซอร์ ชาดลี, 19.มุสซา เดมเบเล, 6.อักเซล วิตเซล, 8.มารูยาน เฟลไลนี, 7.เควิน เดอ บรอยน์ – 9.โรเมลู ลูกากู, 10.เอเดน อาซาร์

เริ่มเกมทั้งสองทีมคุมเชิง พยายามเน้นครองบอลเป็นส่วนใหญ่ เคาะบอลตามช่องช้าๆ และเป็นเบลเยียมที่มีโอกาสเลื้อยลากกระชากบอลเข้ากรอบเขตโทษก่อน แต่แนวรับตราไก่ยังคงทำหน้าที่สกัดกั้นได้อย่างไม่มีผิดพลาด

ฝรั่งเศสรอจังหวะสวนกลับ และหวังอาศัยความเร็วของ เอ็มบัปเป แต่ กูร์ตัวส์ นายทวารเบลเยียมก็ยังอ่านทางบอลออกมาเซฟบอลได้ก่อน

นาที 15 เบลเยียมหวิดได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ อาซาร์ ได้บอลในกรอบสับไกยิงบอลเรียดผ่านเสาสองออกไปนิดเดียว นาที 21 อัลเดอร์ไวเรลด์ หมุนตัวยิงบอลพุ่งตรงกรอบ ทว่า อูโก โยริส ผู้รักษาประตูตราไก่บินปัดบอลออกหลังไปอย่างเหลือเชื่อ ผ่านไป นาที 30  ชิรูด์ ได้โหม่งบอลกลับหันในเขตโทษ บอลย้อยออกข้างเสาไปหวุดหวิดเช่นกัน

นาที 39 ฝรั่งเศสสวนกลับเร็ว หวิดได้ประตูบ้างจากลูกยิงของ แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ทว่า ธิโบต์ กูร์ตัวส์ นายทวารเซฟบอลด้วยขาลูกออกเส้นหลังไปหวุดหวิด

ท้ายครึ่งแรก ฝรั่งเศส เริ่มมีโอกาสบ้าง ได้ลูกฟรีคิก อ็องตวน กรีซมันน์ รับหน้าที่ปั่น ทว่าบอลติดกำแพงเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

จบครึ่งแรกสกอร์ยังคงเดิม 0-0 ประตู

เริ่มครึ่งหลังเกมเร็วขึ้น ลูกากู ศูนย์หน้าร่างยักษ์เบลเยียมได้โหม่งทักทายตรงกรอบแต่บอลข้ามคานไป นาที 51 ฝรั่งเศสได้เตะมุม เป็น ซามูเอล อุมติตี สอดขึ้นมาเทกตัวโขกบอลตุงตาข่าย กลายเป็นสกอร์ให้ ทีมตราไก่ขึ้นนำก่อน 1-0 ประตู

นาที 53 ฝรั่งเศสได้ฟรีคิกอีกครั้ง กรีซมันน์ ปั่นโยนมาหน้าประตูแต่ลูกถูกแนวรับเบลเยียมเคลียร์พ้นอันตรายขึ้นมากลางสนาม รูปเกมกลายเป็น ตราไก่ที่เป็นฝ่ายโหมรุกเข้าใส่ ผิดกับครึ่งแรก

และเป็นฝรั่งเศสที่ทำชิ่งกันอย่างสวยงามในกรอบเขตโทษเบลเยียม ความเร็วของ เอ็มบัปเป กระชากลากบอลมีโอกาสจะได้ประตูหวุดหวิดหลายครั้งหลายหน นาที 59 เบลเยียมต้องปรับแผน ส่ง ดรีส เมอร์เทนส์ ลงแทน มุสซา เดมเบเล เติมเกมรุกให้แน่นขึ้น นาทีถัดมา มารูยาน เฟลไลนี ได้บอลโยนเข้าหัวขวิดเต็มแรงบอลพุ่งเฉียดออกเสาแรกไปนิดเดียว

นาที 79 เบลเยียม ส่ง ยานนิก แฟร์เรรา การ์รัสโก ลงแทน เฟลไลนี นาทีถัดมาฝรั่งเศส เปลียน สตีเวน เอ็นซงซี ลงแทน ชิรูด์ จังหวะถัดมา มาตุยดี มีอาการจุกจากการโดนปะทะ ถูกเปลี่ยนตัวออก ส่ง โกร็องแต็ง โดลิสโซ ลงมาแทน ในช่วงห้านาทีสุดท้าย

ท้ายเกม ผู้ตัดสินทดเวลาบาดเจ็บออกไปถึง 6 นาที ฝรั่งเศสพยายามเล่นเกมถ่วงเวลา ขณะที่เบลเยียมก็ทำอะไรไม่ได้ จบเกม ฝรั่งเศส เฉือนชนะ เบลเยียม ไปหวุดหวิด 1-0 ประตู ลอยลำเข้าไปยืนรอชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย