ฟีฟ่า ยืนกรานไม่มีแผนเปลี่ยนกฏ แฟร์เพลย์ แม้แฟนบ่นทำเกมน่าเบื่อ

ฟีฟ่า ยืนกรานไม่มีแผนเปลี่ยนกฏ แฟร์เพลย์ แม้แฟนบ่นทำเกมน่าเบื่อ

ฟีฟ่า ยืนกรานไม่มีแผนทบทวน หรือ เปลี่ยนกฏฟีฟ่า แฟร์เพลย์ ซึ่งนำมาใช้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังตกเป็นเป้าทำให้เกมการแข่งขันน่าเบื่อ

ญี่ปุ่น ซึ่งเลือกที่จะไม่เดินเกมใดๆใส่ โปแลนด์ทั้งที่ตามอยู่ 0-1 และในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แข้งซามูไรต่อบอลไปมาฆ่าเวลาจนแฟนในสนามโห่ใส่ เนื่องจากญี่ปุ่นต้องการปิดเกมเพราะพวกเขาได้เปรียบเซเนกัล ด้วยกฏฟีฟ่า แฟร์เพลย์ ซึ่ง นักเตะญี่ปุ่นโดนใบเหลืองน้อยกว่าจึงได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายทั้งๆที่คะแนน ผลต่าง และ เฮดทูเฮดเท่ากัน

เรื่องนี้ โคลิน สมิธ ผอฝ่ายจัดการแข่งขันของฟีฟ่า กล่าวว่า “ฟุตบอลโลกครั้งนี้ใช้กฏแฟร์เพลย์เป็นครั้งแรก เราพยายามหลีกเลี่ยงการวางทีมในสายต่างๆ เกณฑ์นี้ถูกนำมาใช้และวางไว้ตั้งแต่แรก ฟีฟ่าจะนำข้อมูลต่างๆมาพิจารณาหลังฟุตบอลโลกจบลง เราจะนำฟีดแบ๊กต่างๆ มาพัฒนา แต่เราไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมัน”

ขณะเดียวกัน ฟีฟ่า เผยว่า วิดิโอช่วยการตัดสิน หรือ VAR ทำให้การตัดสินแม่นยำถึง 99.3 เปอร์เซนต์ และช่วยลดปัญหาที่ผู้ตัดสินจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้มากทีเดียว

ปิแอร์ลุยจิ คอร์ลินา ประธานผุ้ตัดสิน กล่าวว่า VAR ช่วยให้ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด โดยการตัดสินที่ไม่มี VAR จะมีค่าเฉลียอยู่ที่ 95 เปอร์เซนต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนยังตั้งคำถามถึง ส่วนของ 0.7 เปอร์เซนต์ที่ขาดหายไปนั้นก็ยังมีความผิดพลาด?โดยเฉพาะในเกมที่นักเตะสวิตเซอร์แลนด์ สองคนเหนียว อเล็กซานเดร์ มิโตวิช กองหน้าเซอร์เบียในเขต และ กองหลังตูนิเซียแทบจะกอดแฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ แต่ไม่ได้จุดโทษ ซึ่งเรื่องนี้คอลลิน่า ไม่ขอตอบคำถามเพียงแต่ระบุว่า จะกำชับผู้ตัดสินเกี่ยวกับการดึงกันในกรอบเขตโทษให้มากขึ้น

สำหรับ VAR ถูกใช้ทั้งสิ้น 335 ครั้งในรอบแบ่งกลุ่ม คติดเป็น 6.9 ครั้งต่อเกม